ใครที่มีรถยนต์ แล้วทำประกันชั้น 1 ไว้ กรุณาฟังทางนี้ครับ เนื่องจากเรื่องนี้เจอมากับตัวเอง และเป็นเรื่องที่น้อยคนที่จะรู้เรื่องนี้ เพราะตอนที่เราทำประกัน เราจะไม่ได้สนใจรายละเอียด หรือข้อบังคับในสัญญานั้นๆ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้สนใจ สนใจแค่เบี้ยประกันคุ้มครองเท่าไหร่ จ่ายเงินเท่าไหร่ ซ่อมอู่หรือซ่อมศูนย์ มีความน่าเชื่อถือแค่ไหนกับบริษัทประกันนั้นๆ เพราะพักหลัง มีข่าวเกี่ยวกับบริษัทประกันในแง่ลบพอสมควร เช่น อู่ หรือ ศูนย์ไม่รับบ้าง ซ่อมนาน เพราะจ่ายเงินช้า แต่ช่างมัน เข้าเรื่องดีกว่า เรื่องก็คือ เมื่อเราทำประกันชั้น 1 แล้ว จะมีให้เราเลือกว่า จะระบุคนขับ หรือไม่ระบุ โดยส่วนมากจะเลือกไม่ระบุคนขับ เพราะอาจขับหลายคน เผื่อตอนคนอื่นขับอาจมีการชน ซึ่งราคาต่างกันไม่มาก ก็เลยเลือกแบบไม่ระบุคนขับ และก็มีอยู่วัน อดีตคนรู้ใจก็เผอิญ ถอยหลังชนบ้านผมซะงั้น ผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะคิดว่า เรามีประกันชั้นหนึ่ง คู่กรณีก็เป็นประตูบ้าน ไม่ต้องเสียค่าแอ๊กเซ็บ ชัวร์ ใช้วิธีนี้มาเยอะแล้ว
แต่พอเรียกประกันมา ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษ จึงออกตัวแทนว่า ผมเป็นคนขับเอง ชนเอง แล้วประกันก็ถามว่าเป็นบ้านผมหรือไม่ ผมก็บอกว่าใช่ เขาก็เลยบอกว่า เคลมให้แต่รถ ไม่เคลมประตูบ้าน เพราะในสัญญามีระบุไว้ชัดเจน ว่า คนขับจะขับชนบ้านตัวเอง แล้วประกันไม่รับเคลมให้ ผมก็เพิ่งเคยได้ยิน ก็เลยต้องไปทำเรื่องที่บริษัท ว่า อดีตคนรู้ใจเป็นคนขับ ผมแสดงสปริตออกมาว่า เป็นคนขับเอง แต่เมื่อมีกฏอย่างนี้ ก็ต้องบอกว่าผมไม่ได้ขับสิ เขาก็ให้เราไปหาพยานผู้เห็นเหตุการ์ณมา ก็ไปจ้างมอเตอร์ไซด์รับจ้าง มาเป็นพยาน ให้ไป 200 เป็นให้หมด ก็เลยเคลมได้ ไม่งั้นต้องเสียเงินเอง หลายหมื่นอยู่
ก็เลยต้องเอาเรื่องนี้มาเล่นสู่กันฟัง เผื่อใครเจอเหตุการณ์อย่างนี้ จะได้ไหวตัวทัน จะได้ไม่เสียรู้ให้กับประกันนะคับ
ads
วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2551
วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2551
เงินเฟ้อ ข้าวของแพง น้ำมันแพง ประกันเงินออม
บทความนี้ไม่ได้หมายความว่า การทำประกันไม่ดีนะครับ แต่ประกันบางอย่างก็ดีบ้างแล้วแต่ความต้องการของเรา เช่น เราอาจขับรถไม่แข็ง ก็ทำประกันรถยนต์ ดูว่าซ่อมศูนย์ หรือซ่อมอู่ วงเงินเท่าไหร่ เพราะถ้าขับไม่เก่ง แล้วโอกาสชนมีสูง ก็น่าจะทำประกันชั้นหนึ่ง เพราะถ้าเกิดชนขึ้นมาแล้ว มาซ่อมเองอาจไม่คุ้มกับที่เสียเงินซื้อประกัน หรืออย่างถ้าเราอายุเยอะแล้ว มีความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ เราก็อาจเลือกทำประกันชีวิต หรือประกันอุบัติเหตุ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง แต่มี ประกัน อยู่อย่างนึงที่ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วย ในแง่ของคนซื้อ เพราะคิดว่ามันเป็นการเสียเปรียบ เพราะว่ามันเหมือนจะดูดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงตอนนั้น อาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิด นั่นก็คือ การประกันเงินออม
การประกันเงินออม ก็คือเหมือนกับเราเอาเงินฝาก bank แต่มีเงื่อนไขว่า เราจะต้องฝากไปเป็นเวลากี่ปี โดยที่เราไม่สามารถถอนได้เหมือนธนาคาร แต่อัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าเราเอาเงินไปฝากประจำ บางที่ก็ประกันเงินออมกันที 10 ปี 20 ปี โดยเขาจะให้เหตุผลว่า เมื่อถึงเวลาอีก 10 หรือ 20 ปี เราก็จะมีเงินเก็บเป็นแสนเป็นล้าน แล้วแต่ว่าเราจะมีกำลังจ่ายเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่ได้จะลงลึกถึงรายละเอียด ว่าเขามีเงื่อนไขกันยังไง ดอกเบี้ยเท่าไหร่ เงินคืนยังไง เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นของเราก็คือ ประกันเงินออม มันดีแล้วหรือสำหรับเรา
จะให้ลองคิดง่ายๆ ถ้าเราต้องจ่ายเงินทุกปีๆละ 10,000 บาท ทำประกันเงินออม 10 ปี ก็จะมีเงินประมาณ แสนนิดๆ ทำ 20 ปี ก็ได้ 2 แสนนิดๆ แต่ที่เรากำลังจะพูดถึงก็คือ เงินเฟ้อ ข้าวของแพงขึ้น น้ำมันก็ขึ้นเกือบทุกวัน ค่าเงินนั้นก็จะมีค่าน้อยลง ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เงินแสนนึง ณ.ปัจจุบัน อาจดูว่ามาก แต่เมื่อไปอีก 10 ปี อาจมีค่าแค่ 50,000 ในปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งดอกเบี้ยที่ให้เรายังไม่คุ้มเลย และอีกเรื่องก็คือ ถ้าหากบริษัทนั้นเกิดเจ๊งล่ะ เราจะไปเอาเงินกับใคร อย่าไปคิดว่าเป็นบริษัทใหญ่แล้วจะเจ๊งไม่ได้ เพราะมีประวัติมาแล้วหลายบริษัท เช่น เอนรอนของสหรัฐ
ก็อยากให้ลองคิดดูว่า มันมีประโยชน์สำหรับเราหรือเปล่า ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อ เพราะมันจะผูกมัดเราไปอีก 10-20 ปีเลย เพราะคนขายประกัน เขาไม่สนใจเราหรอก จะสนเราก็ตอนที่เรายังไม่ได้ซื้อเท่านั้น
การประกันเงินออม ก็คือเหมือนกับเราเอาเงินฝาก bank แต่มีเงื่อนไขว่า เราจะต้องฝากไปเป็นเวลากี่ปี โดยที่เราไม่สามารถถอนได้เหมือนธนาคาร แต่อัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าเราเอาเงินไปฝากประจำ บางที่ก็ประกันเงินออมกันที 10 ปี 20 ปี โดยเขาจะให้เหตุผลว่า เมื่อถึงเวลาอีก 10 หรือ 20 ปี เราก็จะมีเงินเก็บเป็นแสนเป็นล้าน แล้วแต่ว่าเราจะมีกำลังจ่ายเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่ได้จะลงลึกถึงรายละเอียด ว่าเขามีเงื่อนไขกันยังไง ดอกเบี้ยเท่าไหร่ เงินคืนยังไง เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นของเราก็คือ ประกันเงินออม มันดีแล้วหรือสำหรับเรา
จะให้ลองคิดง่ายๆ ถ้าเราต้องจ่ายเงินทุกปีๆละ 10,000 บาท ทำประกันเงินออม 10 ปี ก็จะมีเงินประมาณ แสนนิดๆ ทำ 20 ปี ก็ได้ 2 แสนนิดๆ แต่ที่เรากำลังจะพูดถึงก็คือ เงินเฟ้อ ข้าวของแพงขึ้น น้ำมันก็ขึ้นเกือบทุกวัน ค่าเงินนั้นก็จะมีค่าน้อยลง ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เงินแสนนึง ณ.ปัจจุบัน อาจดูว่ามาก แต่เมื่อไปอีก 10 ปี อาจมีค่าแค่ 50,000 ในปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งดอกเบี้ยที่ให้เรายังไม่คุ้มเลย และอีกเรื่องก็คือ ถ้าหากบริษัทนั้นเกิดเจ๊งล่ะ เราจะไปเอาเงินกับใคร อย่าไปคิดว่าเป็นบริษัทใหญ่แล้วจะเจ๊งไม่ได้ เพราะมีประวัติมาแล้วหลายบริษัท เช่น เอนรอนของสหรัฐ
ก็อยากให้ลองคิดดูว่า มันมีประโยชน์สำหรับเราหรือเปล่า ก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อ เพราะมันจะผูกมัดเราไปอีก 10-20 ปีเลย เพราะคนขายประกัน เขาไม่สนใจเราหรอก จะสนเราก็ตอนที่เรายังไม่ได้ซื้อเท่านั้น
วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2551
เติมน้ำมัน เชลล์ ได้ ferrari
พอดีขับรถผ่านปั๊มน้ำมัน shell มา ก็สะดุดตากับป้ายโฆษณาของทางเชลล์ ว่า เติมน้ำมันที่เชลล์ ได้เฟอร์รารี่ แต่ก็ไม่ได้เติม เพราะเลยมันไปแล้ว ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่า คงจะเติม แล้วอาจได้รับ คูปองส่งชิงโชคประมาณนั้น ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยจะมีดวงทางด้านนี้ก็เลยไม่ได้สนใจ
ต่อมา ดูรายการ ตาสว่าง ซึ่งได้นำเอาเฟอร์รารี่ ที่ทางเชลล์เอามาแจก ถึงได้ อ๋อ ว่าไม่ใช่แจกคันจริงๆ แต่เป็น ของสะสมโมเดล ferrari 6 แบบ ให้สะสมกัน รู้สึกว่า น่าจะเติมน้ำมันประมาณ 700 และแลกซื้อได้ในราคา คันละ 99 บาท โธ่ ถ้าแจกคันจริงๆ จะรีบไปเติมเลย พอดีไม่ใช่นักสะสม ก็เลยเฉยๆ
แต่ถ้าลองคิดอีกในมุมของธุรกิจแล้ว นี่ก็เป็นวิธีการตลาดอย่างนึง ซึ่งเคยประสบความสำเร็จในอดีตมาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น แม็คโดนัล (Macdonald) ที่แจ้งเกิดด้วยการใช้วิธี ซื้อของ และ ได้รับโมเดลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คิตตี้ โมเดลของหนังที่กำลังเข้าโรง ที่มีหลายแบบ หลายสไตล์ให้เลือกให้สะสมกัน บางคนไม่ได้อยากจะกิน แต่อยากได้ ก็ไปซื้อมา เคยสอบถามเพื่อนคนนึงที่สะสม เขาบอกว่าเสียเงินไปเยอะมาก กว่าจะได้มาขนาดนี้ แต่พอทุกวันนี้โตแล้ว ก็ไม่รู้ว่าตอนนั้น สะสมไปทำไมกัน แต่ยังไงก็ถือว่า นั่นเป็นกลยุทธ์ที่ แม็ค เขาใช้จนนับได้ว่า ประสบความสำเร็จในที่สุด แต่เมื่อมาดูว่า ตอนนี้ เชลล์ ก็นำกลยุทธ์ดังกล่าวมาใช้ ก็ไม่แน่ใจว่า จะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะ ปัจจุบันกับในอดีตนั้น ต่างกันมากมาย กลยุทธ์ที่ครั้งนึงประสบความสำเร็จในอดีต อาจไม่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันก็ได้ ที่แน่ๆ ตอนนี้เศรษฐกิจก็ยังไม่ดี ข้าวของก็แพง น้ำมันก็ขึ้นเกือบทุกวัน ถ้าจะแลกซื้อเฟอร์รารี่ ขอเป็นลดค่าน้ำมัน น่าจะดีกว่านะคับ
ต่อมา ดูรายการ ตาสว่าง ซึ่งได้นำเอาเฟอร์รารี่ ที่ทางเชลล์เอามาแจก ถึงได้ อ๋อ ว่าไม่ใช่แจกคันจริงๆ แต่เป็น ของสะสมโมเดล ferrari 6 แบบ ให้สะสมกัน รู้สึกว่า น่าจะเติมน้ำมันประมาณ 700 และแลกซื้อได้ในราคา คันละ 99 บาท โธ่ ถ้าแจกคันจริงๆ จะรีบไปเติมเลย พอดีไม่ใช่นักสะสม ก็เลยเฉยๆ
แต่ถ้าลองคิดอีกในมุมของธุรกิจแล้ว นี่ก็เป็นวิธีการตลาดอย่างนึง ซึ่งเคยประสบความสำเร็จในอดีตมาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น แม็คโดนัล (Macdonald) ที่แจ้งเกิดด้วยการใช้วิธี ซื้อของ และ ได้รับโมเดลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คิตตี้ โมเดลของหนังที่กำลังเข้าโรง ที่มีหลายแบบ หลายสไตล์ให้เลือกให้สะสมกัน บางคนไม่ได้อยากจะกิน แต่อยากได้ ก็ไปซื้อมา เคยสอบถามเพื่อนคนนึงที่สะสม เขาบอกว่าเสียเงินไปเยอะมาก กว่าจะได้มาขนาดนี้ แต่พอทุกวันนี้โตแล้ว ก็ไม่รู้ว่าตอนนั้น สะสมไปทำไมกัน แต่ยังไงก็ถือว่า นั่นเป็นกลยุทธ์ที่ แม็ค เขาใช้จนนับได้ว่า ประสบความสำเร็จในที่สุด แต่เมื่อมาดูว่า ตอนนี้ เชลล์ ก็นำกลยุทธ์ดังกล่าวมาใช้ ก็ไม่แน่ใจว่า จะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะ ปัจจุบันกับในอดีตนั้น ต่างกันมากมาย กลยุทธ์ที่ครั้งนึงประสบความสำเร็จในอดีต อาจไม่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันก็ได้ ที่แน่ๆ ตอนนี้เศรษฐกิจก็ยังไม่ดี ข้าวของก็แพง น้ำมันก็ขึ้นเกือบทุกวัน ถ้าจะแลกซื้อเฟอร์รารี่ ขอเป็นลดค่าน้ำมัน น่าจะดีกว่านะคับ
มายากล ทายสัญลักษณ์ ในใจเราผ่านหน้าคอม
คราวที่แล้วเอามายากลของ เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ มาให้ได้ลองเล่นกันดู ไม่รู้ว่าจับไต๋กันได้แล้วหรือยัง แต่ขอยังไม่เฉลยก่อนละกัน เพราะยังมีอีกอันที่มาทายใจเราผ่านคอมเราอีกอัน นั่นก็คือ มายากล ทายสัญลักษณ์ ในใจเราผ่านคอมพิวเตอร์ของเราเอง วิธีเล่นดังนี้
อันดับแรก ไป Download ได้ที่นี่ Download program จากนั้นทำการแตกไฟล์ออกมา หรือ double click มันก็มา จะเจอไฟล์ชื่อ Psychic ให้ double click อีก จะเจอหน้าดังรูป

วิธีเล่นก็คือ ให้เรานึกเลขในใจตั้งแต่ 10-99 เช่น 87 แล้วเอา แยกออกจากกันเป็น 8 กับ 7 ให้เอา 8 + 7 = 15 แล้วเอาเลขอันแรกคือ 87 มาลบ 15 ได้เท่ากับ 87-15 = 72 จากนั้นก็ไปดูที่เลข 72 ว่าเป็นสัญลักษณ์อะไร เมื่อจำสัญลักษณ์ได้แล้ว ให้เอาเมาท์ไปกดที่ลูกแก้ว ปฏิหารก็จะเกิดขึ้น

ลองเล่น และลองจับไต๋กันดู ถ้ารู้แล้วมา comment ได้ เอาไว้หลังสงกรานต์จะมาเฉลยให้ฟัง
อันดับแรก ไป Download ได้ที่นี่ Download program จากนั้นทำการแตกไฟล์ออกมา หรือ double click มันก็มา จะเจอไฟล์ชื่อ Psychic ให้ double click อีก จะเจอหน้าดังรูป

วิธีเล่นก็คือ ให้เรานึกเลขในใจตั้งแต่ 10-99 เช่น 87 แล้วเอา แยกออกจากกันเป็น 8 กับ 7 ให้เอา 8 + 7 = 15 แล้วเอาเลขอันแรกคือ 87 มาลบ 15 ได้เท่ากับ 87-15 = 72 จากนั้นก็ไปดูที่เลข 72 ว่าเป็นสัญลักษณ์อะไร เมื่อจำสัญลักษณ์ได้แล้ว ให้เอาเมาท์ไปกดที่ลูกแก้ว ปฏิหารก็จะเกิดขึ้น

ลองเล่น และลองจับไต๋กันดู ถ้ารู้แล้วมา comment ได้ เอาไว้หลังสงกรานต์จะมาเฉลยให้ฟัง
มายากล David Copperfield ทำไพ่หายจากหน้าคอมของคุณ
เพื่อนผมคนนึงส่งไฟล์ power point มาให้ผมไฟล์นึง เป็นการแสดงมายากลของนักมายากลชื่อดัง เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ (David Copperfield) ที่ตอนแรกจะมาแสดงมายากลในเมืองไทย แต่เจอคดีข่มขืนเด็กซะก่อน พวกเราเลยอดชมเลย แต่ไม่เป็นไร เอาไฟล์นี้ไปเลย แล้วลองจับไต๋ให้ได้ว่าเขาทำไพ่หายไปได้อย่างไร จากหน้าคอมของเรา ลองจับให้ได้ก่อน ถ้าจับไม่ได้ คราวหน้าจะมาเฉลยให้ฟัง

โหลดไฟล์ได้ที่นี่เลย Download

โหลดไฟล์ได้ที่นี่เลย Download
mega dict dictionary สำหรับคนยุคไฮเทค
พอดีมีน้องคนนึงไปซื้อ dictionary บอกว่าซื้อไปหมื่นกว่าบาท ผมก็เลยแนะนำว่าเดี๋ยวนี้เขามีโปรแกรมประเภทดิกชั่นนารี่แบบใหม่แล้ว และโปรแกรมนี้ก็มีความสามารถดีระดับหนึ่ง และที่สำคัญราคาก็ไม่แพง ไม่กี่ร้อยบาทเอง นั่นคือ โปรแกรม megadict

จุดเด่นของโปรแกรมนี้อยู่ที่ อันดับแรก ราคาไม่แพง ไม่กี่ร้อยบาทก็เป็นเจ้าของได้แล้ว และเรายังสามารถเพิ่มคำศัพท์เข้าไปได้เรื่อยๆ ไม่จำกัดอีกด้วย (เพิ่มได้เอง) อีกจุดเด่นนึงที่ถือว่าเด่นมาก นั่นคือการที่เราเอาเมาท์ไปวางที่ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวไหน มันจะมีหน้าต่างเล็กๆมาอธิบายความหมายของมันด้วย ดังรูป


จุดเด่นอีกอันที่ผมชอบและคิดว่ามันดีสำหรับคนที่ต้องการฝึกสำเนียงต่างๆ โดยไม่ต้องไปซื้อซีดีมานั่งฟังทีละตัวตามที่เขากำหนด แต่เมื่อเราเอาเมาท์ไปวางที่ตัวอักษรใดที่เราต้องการคำแปล มันจะมีเสียงฝรั่งพูดคำศัพท์นั้นให้ฟังด้วย และเรายังสามารถเปลี่ยนเสียง คนพูดได้หลายแบบ ทั้งเสียงผู้ชาย และเสียงผู้หญิง และที่สำคัญก็คือ เราสามารถ download ตัวอย่างมาใช้ก่อน 30 วัน ถ้าชอบก็ค่อยไปซื้อ ที่เขียนมาทั้งหมด ไม่ได้ค่าคอมมิสชั่นซักบาท แต่เห็นว่ามันดี และไม่แพง เลยแนะนะ ไปดาวน์โหลดกันได้เลยที่ megadict

จุดเด่นของโปรแกรมนี้อยู่ที่ อันดับแรก ราคาไม่แพง ไม่กี่ร้อยบาทก็เป็นเจ้าของได้แล้ว และเรายังสามารถเพิ่มคำศัพท์เข้าไปได้เรื่อยๆ ไม่จำกัดอีกด้วย (เพิ่มได้เอง) อีกจุดเด่นนึงที่ถือว่าเด่นมาก นั่นคือการที่เราเอาเมาท์ไปวางที่ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวไหน มันจะมีหน้าต่างเล็กๆมาอธิบายความหมายของมันด้วย ดังรูป


จุดเด่นอีกอันที่ผมชอบและคิดว่ามันดีสำหรับคนที่ต้องการฝึกสำเนียงต่างๆ โดยไม่ต้องไปซื้อซีดีมานั่งฟังทีละตัวตามที่เขากำหนด แต่เมื่อเราเอาเมาท์ไปวางที่ตัวอักษรใดที่เราต้องการคำแปล มันจะมีเสียงฝรั่งพูดคำศัพท์นั้นให้ฟังด้วย และเรายังสามารถเปลี่ยนเสียง คนพูดได้หลายแบบ ทั้งเสียงผู้ชาย และเสียงผู้หญิง และที่สำคัญก็คือ เราสามารถ download ตัวอย่างมาใช้ก่อน 30 วัน ถ้าชอบก็ค่อยไปซื้อ ที่เขียนมาทั้งหมด ไม่ได้ค่าคอมมิสชั่นซักบาท แต่เห็นว่ามันดี และไม่แพง เลยแนะนะ ไปดาวน์โหลดกันได้เลยที่ megadict
แจกโปรแกรมเล่นวีดีโอไฟล์ FLV
คราวที่แล้วแจกโปรแกรม capture ภาพไปแล้ว คราวนี้จะมาแจกโปรแกรมสำหรับการเล่นไฟล์วีดีโอยอดฮิตตอนนี้ ซึ่งก็คือไฟล์พวก flv หรือถ้ายังไม่เก็ต ก็คือไฟล์ที่เราไปเว็บดังอย่าง youtube แล้วเราอยากได้ไฟล์วีดีโอนั้น เราก็เอา url ของที่อยู่ไฟล์วีดีโอนั้นมาไว้ยังเว็บไซด์ที่ให้บริการโหลดไฟล์ youtube เช่น เว็บ video downloder, youtubedownloader ก็จะได้ไฟล์วีดีโอที่เราต้องการ แต่ปัญหาก็คือไฟล์ที่เราได้นั้น จะอยู่ในรูปแบบ จุด flv ซึ่งมันไม่สามารถเล่นได้ที่ windows media player หรือโปรแกรมเล่นวีดีโอทั้งหลายในเครื่องของเรา เราจะต้องทำการ convert ให้เป็นฟอร์แมต wmv, mpeg ก่อน ซึ่งไฟล์ flv นั้นก็มีขนาดเล็กอยู่แล้ว โอกาสที่จะ convert file แล้วได้ไฟล์ที่ด้อยคุณภาพก็มีสูง และเรายังต้องวิ่งหาโปรแกรมแปลงไฟล์อีก
แต่เราจะตัดปัญหาต่างๆออกไป โดยใช้โปรแกรมเล่นวีดีโอฟอร์แมต FLv แทน ซึ่งก็คือโปรแกรม Gomplayer ตัวโปรแกรมมีขนาดไม่ใหญ่มาก และมันมีความสามารถไม่เพียงแต่เล่นไฟล์ฟอร์แมต FLV เท่านั้น มันยังสามารถเล่นไฟล์ฟอร์แมต XviD, DivX, FLV1, AC3, OGG, MP4, H263 and more ได้อย่างสบาย แต่ที่สำคัญอีกอย่าง ก็คือมัน ฟรี นั่นเอง ไม่ฟรี ไม่แนะนำ

ไป download กันได้เลยที่นี่ gomplayer download และจะมาแนะนำใหม่
แต่เราจะตัดปัญหาต่างๆออกไป โดยใช้โปรแกรมเล่นวีดีโอฟอร์แมต FLv แทน ซึ่งก็คือโปรแกรม Gomplayer ตัวโปรแกรมมีขนาดไม่ใหญ่มาก และมันมีความสามารถไม่เพียงแต่เล่นไฟล์ฟอร์แมต FLV เท่านั้น มันยังสามารถเล่นไฟล์ฟอร์แมต XviD, DivX, FLV1, AC3, OGG, MP4, H263 and more ได้อย่างสบาย แต่ที่สำคัญอีกอย่าง ก็คือมัน ฟรี นั่นเอง ไม่ฟรี ไม่แนะนำ

ไป download กันได้เลยที่นี่ gomplayer download และจะมาแนะนำใหม่
อับดุล ถามได้ตอบได้ คุยเอ็มได้
อันนี้เป็นข่าวเก่าแล้ว แต่เผื่อบางคนยังไม่ทราบมาก่อน ก็เลยเก็บมาเล่าให้ฟัง สำหรับคนที่ชอบ chat msn หรือ windows live messenger บางครั้ง login เข้าไปแล้ว ปรากฏว่า เพื่อนเราไม่มีใคร login เข้ามาเลย แต่เราอยากหาคนคุยด้วย เอ แต่ใครจะคุยกับเราล่ะ คำตอบก็คือ อับดุล ไงล่ะ วิธีการก็คือให้เรา add อับดุลเข้าไป เหมือนที่เรา add เพื่อน โดยเมลล์ของอับดุลคือ hlt001@nectec.or.th

มันเป็น bot ประเภทหนึ่งที่เขียนขึ้นมาเพื่อตอบโต้กับ ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต ซึ่งเราอยากรู้อะไร เราก็ถามไป ถ้าเขามีข้อมูลนั้นๆ เขาก็จะตอบเรามา ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในช่วงทดสอบอยู่ ส่วนประโยชน์ของมันก็มีมาก นั่นคือในอนาคต เราอาจไม่มีพวก call center หรือพวกศูนย์รับเรื่องหรือสอบถามข้อมูลต่างๆ แต่อาจมีพวก bot พวกนี้แทน เช่น โรงพยาบาล อาจมี bot ที่มีข้อมูลเบื้องต้นของโรงพยาบาล เช่น หมอเข้าเวรเมื่อไหร่ อัตราค่าห้องพักต่างๆ เพื่อที่จะได้ตัดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานมาคอยตอบคำถามเบื้องต้น และนำเงินไปพัฒนา ระบบอื่นให้ดีกว่านี้ ยังไงลองไปเล่นกันดูนะคับ

มันเป็น bot ประเภทหนึ่งที่เขียนขึ้นมาเพื่อตอบโต้กับ ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต ซึ่งเราอยากรู้อะไร เราก็ถามไป ถ้าเขามีข้อมูลนั้นๆ เขาก็จะตอบเรามา ซึ่งตอนนี้ยังอยู่ในช่วงทดสอบอยู่ ส่วนประโยชน์ของมันก็มีมาก นั่นคือในอนาคต เราอาจไม่มีพวก call center หรือพวกศูนย์รับเรื่องหรือสอบถามข้อมูลต่างๆ แต่อาจมีพวก bot พวกนี้แทน เช่น โรงพยาบาล อาจมี bot ที่มีข้อมูลเบื้องต้นของโรงพยาบาล เช่น หมอเข้าเวรเมื่อไหร่ อัตราค่าห้องพักต่างๆ เพื่อที่จะได้ตัดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานมาคอยตอบคำถามเบื้องต้น และนำเงินไปพัฒนา ระบบอื่นให้ดีกว่านี้ ยังไงลองไปเล่นกันดูนะคับ
iband สุดยอดโปรแกรมประยุกต์ บนมือถือ iphone
จะว่าไปแล้ว iphone เป็นสุดยอดนวตกรรมมือถือแห่งอนาคตเลยทีเดียว ด้วยเทคโนโลยีหน้าจอระบบสัมผัส ที่รองรับการสัมผัสเฉพาะนิ้วมือเท่านั้น ไม่สามารถเอาปากกาไปสัมผัสได้ จึงทำให้มันแตกต่างจากพวก smart phone ทั่วไป และล่าสุด สตีฟ จ็อบส์ ยังได้ปล่อย SDK (Software Development Kit) ให้บรรดาเหล่าโปรแกรมเมอร์ได้ลองสร้างสรรค์ ซอฟต์แวร์ใหม่ๆมาลงใน iphone ทำให้เกิดซอฟต์แวร์เยี่ยมๆหลายอย่าง แต่ที่เขียนในวันนี้ อยากจะให้ดูซอฟแวร์ที่เกี่ยวกับดนตรี ได้แก่
iano (iphone + piano) ซึ่งทำให้ iphone ตัวเก่งของเราสามารถเล่นเปียโนได้โดยใช้จอระบบสัมผัส โดยโปรแกรมนี้ได้จำลองคีย์เปียโน 88 คีย์มาอยู่บน touch screen และผู้ใช้ก็สามารถวางนิ้วดีดเปียโนได้เหมือนกำลังเล่นจริง และที่พิเศษอีกอย่าง เรายังสามารถบันทึกเสียงที่เล่นผ่าน iphone เพื่อเอาไว้เป็นเสียงเรียกเข้าได้อีกด้วย

และหากเบื่อเปียโนแล้ว เราก็ไปเล่นกีตาร์ต่อ ซึ่งนั่นก็คือ โปรแกรม pocket guitar ทำจำลองให้ผู้ใช้ได้จับเหมือนจับคอร์ทจริงๆ และอีกมือก็ยังสามารถดีดได้เหมือนเล่นกีตาร์จริงๆ แต่นี่เล่นที่ iphone แทน

อีกอันที่ขาดไม่ได้ นั่นก็คือ กลอง จะได้ครบชุดตั้งวงกันได้เลย ชื่อว่า โปรแกรม drummer คราวนี้เราก็ลองไปดูวิธีเล่นกันเลยครับ
iano (iphone + piano) ซึ่งทำให้ iphone ตัวเก่งของเราสามารถเล่นเปียโนได้โดยใช้จอระบบสัมผัส โดยโปรแกรมนี้ได้จำลองคีย์เปียโน 88 คีย์มาอยู่บน touch screen และผู้ใช้ก็สามารถวางนิ้วดีดเปียโนได้เหมือนกำลังเล่นจริง และที่พิเศษอีกอย่าง เรายังสามารถบันทึกเสียงที่เล่นผ่าน iphone เพื่อเอาไว้เป็นเสียงเรียกเข้าได้อีกด้วย

และหากเบื่อเปียโนแล้ว เราก็ไปเล่นกีตาร์ต่อ ซึ่งนั่นก็คือ โปรแกรม pocket guitar ทำจำลองให้ผู้ใช้ได้จับเหมือนจับคอร์ทจริงๆ และอีกมือก็ยังสามารถดีดได้เหมือนเล่นกีตาร์จริงๆ แต่นี่เล่นที่ iphone แทน

อีกอันที่ขาดไม่ได้ นั่นก็คือ กลอง จะได้ครบชุดตั้งวงกันได้เลย ชื่อว่า โปรแกรม drummer คราวนี้เราก็ลองไปดูวิธีเล่นกันเลยครับ
google ช่วยโลกร้อน
วันนี้เผอิญไปเปิด google ก็ตกกะใจ นึกว่าใครมาแฮ็คเครื่องของเราซะแล้วเพราะ อยู่ดีๆเข้าหน้า google ที่เป็นหน้าขาวๆ แต่คราวนี้มาเป็น หน้าดำ

แต่พออ่านไปมาก็เลยอ๋อ เขาช่วยกระตุ้นให้เรามาช่วยกันลดภาวะโลกร้อนกัน โดยการปิดไฟบ้าง หากใครยังไม่รู้เรื่องของภาวะโลกร้อน ก็ให้ไปที่ร้าน ซึเทย่า ไปหาวีดีโอเรื่อง An Inconvenient Truth หรือลอง search ดูก็ได้ ว่าภาวะโลกร้อนนั้น จะเป็นปัญหากับโลกเราในอนาคตได้อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันทุกคน จึงจะแก้ปัญหาโลกร้อนได้ อย่างในตอนที่ผมเขียนเรื่องนี้ ผมก็ปิดไฟเขียนเหมือนกัน ถือว่าได้ช่วยเหลือเหมือนกันครับ

แต่พออ่านไปมาก็เลยอ๋อ เขาช่วยกระตุ้นให้เรามาช่วยกันลดภาวะโลกร้อนกัน โดยการปิดไฟบ้าง หากใครยังไม่รู้เรื่องของภาวะโลกร้อน ก็ให้ไปที่ร้าน ซึเทย่า ไปหาวีดีโอเรื่อง An Inconvenient Truth หรือลอง search ดูก็ได้ ว่าภาวะโลกร้อนนั้น จะเป็นปัญหากับโลกเราในอนาคตได้อย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกันทุกคน จึงจะแก้ปัญหาโลกร้อนได้ อย่างในตอนที่ผมเขียนเรื่องนี้ ผมก็ปิดไฟเขียนเหมือนกัน ถือว่าได้ช่วยเหลือเหมือนกันครับ
เศรษฐีอินเดีย ผงาดติด ท็อปเทน (Top 10)
ผลการจัดอันดับบุคคลที่รวยที่สุดในโลก ประจำปี 2008 ของฟอร์บส์ (Forbes) ปรากฏว่า ในปีนี้มี เศรษฐีอินเดียถึง 4 คนที่ติดอยู่ใน top 10 ซึ่งได้แก่ ลักษมี มิตตาล ผู้ค้าเหล็กรายใหญ่ของโลก ผู้ครอบครองอนาจักร ทาทากรุ๊ป ซึ่งอยู่อันดับ 4 ของโลก ด้วยทรัพย์สิน 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ตามด้วย มูเกช อัมบานี นักธุรกิจปิโตรเคมี อยู่อันดับ 5 ด้วยทรัพย์สิน 4.3 หมื่นล้านดอลล่าร์ ตามด้วย อานิล อัมบานี อยู่อันดับ 6 ด้วยทรัพย์สิน 4.2 หมื่นล้านดอลล่าร์ ซึ่งมาจากธุรกิจหลายประเภท ส่วนอันดับสุดท้าย คือ เคพี ซิงห์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ด้วยทรัพย์สิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์
ซึ่งเป็นที่น่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากเมื่อ 2 ปีก่อนนั้น ผู้ที่ติดในท็อปเทนนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเศรษฐีอเมริกัน แต่ตอนนี้เหลืออยู่แค่ 4 คนเท่านั้น ส่วนอันดับหนึ่งนั้น ไม่ใช่ บิล เกตส์ ซะแล้ว เนื่องจาก บิล เกตส์ ได้มีการบริจาคเงินเข้ามูลนิธิของเขา เพื่อไปทำการกุศล อันดับหนึ่งจึงตกเป็นของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ วัย 77 ปี ซึ่งมีทรัพย์สิน 6.2 หมื่นล้านดอลล่าร์ ซึ่งถึงแม้จะได้บริจาคเงินเข้ามูลนิธิของบิล เกตส์เหมือนกันก็ตาม อันดับ 2 ได้แก่ คาร์ลอส สลิมเฮลู เจ้าพ่อเทเลคอม มีทรัพย์สิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วน บิล เกตส์ ล่วงมาอยู่อันดับ 3 แทน ด้วย ทรัพย์สิน 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์
ส่วนเศรษฐีไทยนั้น แม้ไม่ติด 1 ใน 10 แต่ก็ยังมีติดอันดับฟอร์บส์กับเขาบ้าง ได้แก่ เฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของเครื่องดื่มชูกำลัง กระทิงแดง หรือเมืองนอกรู้จักกันในนาม red bull อยู่อันดับ 260 ด้วยทรัพย์สิน 4 พันล้านดอลลาร์ รองลงมาคือ เจ้าของเบียร์ช้าง หรือผู้นำการตลาด เหล้าพ่วงเบียร์ จนทำให้อนาจักรเบียร์สิงห์สั่นครอนมาแล้ว เจริญ สิริวัฒนภักดี อยู่อันดับ 307 ด้วยทรัพย์สิน 3.5 พันล้านดอลลาร์ คนสุดท้ายรู้จักกันดีคือ ธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าของ cp และ 7 eleven อยู่อันดับ 897 ด้วยทรัพย์สิน 1.3 พันล้านดอลลาร์
ตอนนี้เศรษฐีอินเดียก็ผงาดมาติดอันดับใน top 10 แล้ว เมื่อไหร่เศรษฐีจีนจะผงาดมาบ้างนะ หากจีนเข้ามาติดท็อปเทนบ้าง อเมริกาก็คงต้องมาคิดหนักแล้วล่ะ
ซึ่งเป็นที่น่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากเมื่อ 2 ปีก่อนนั้น ผู้ที่ติดในท็อปเทนนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเศรษฐีอเมริกัน แต่ตอนนี้เหลืออยู่แค่ 4 คนเท่านั้น ส่วนอันดับหนึ่งนั้น ไม่ใช่ บิล เกตส์ ซะแล้ว เนื่องจาก บิล เกตส์ ได้มีการบริจาคเงินเข้ามูลนิธิของเขา เพื่อไปทำการกุศล อันดับหนึ่งจึงตกเป็นของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ วัย 77 ปี ซึ่งมีทรัพย์สิน 6.2 หมื่นล้านดอลล่าร์ ซึ่งถึงแม้จะได้บริจาคเงินเข้ามูลนิธิของบิล เกตส์เหมือนกันก็ตาม อันดับ 2 ได้แก่ คาร์ลอส สลิมเฮลู เจ้าพ่อเทเลคอม มีทรัพย์สิน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วน บิล เกตส์ ล่วงมาอยู่อันดับ 3 แทน ด้วย ทรัพย์สิน 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์
ส่วนเศรษฐีไทยนั้น แม้ไม่ติด 1 ใน 10 แต่ก็ยังมีติดอันดับฟอร์บส์กับเขาบ้าง ได้แก่ เฉลียว อยู่วิทยา เจ้าของเครื่องดื่มชูกำลัง กระทิงแดง หรือเมืองนอกรู้จักกันในนาม red bull อยู่อันดับ 260 ด้วยทรัพย์สิน 4 พันล้านดอลลาร์ รองลงมาคือ เจ้าของเบียร์ช้าง หรือผู้นำการตลาด เหล้าพ่วงเบียร์ จนทำให้อนาจักรเบียร์สิงห์สั่นครอนมาแล้ว เจริญ สิริวัฒนภักดี อยู่อันดับ 307 ด้วยทรัพย์สิน 3.5 พันล้านดอลลาร์ คนสุดท้ายรู้จักกันดีคือ ธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าของ cp และ 7 eleven อยู่อันดับ 897 ด้วยทรัพย์สิน 1.3 พันล้านดอลลาร์
ตอนนี้เศรษฐีอินเดียก็ผงาดมาติดอันดับใน top 10 แล้ว เมื่อไหร่เศรษฐีจีนจะผงาดมาบ้างนะ หากจีนเข้ามาติดท็อปเทนบ้าง อเมริกาก็คงต้องมาคิดหนักแล้วล่ะ
ฝึกปลาทองให้เชื่อง ทำได้ไง
ปกติเราจะเห็นการฝึกสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สุนัข ช้าง เสือ ลิง ปลา เป็นต้น แต่วันนี้ผมได้ดูคลิบอันนึงเป็น การฝึกปลาทอง โดยคนต่างประเทศ ไปดูกันว่า มันเชื่องแค่ไหน

link: ฝึกปลาทองให้เชื่อง

link: ฝึกปลาทองให้เชื่อง
รถยนต์ที่ราคาถูกที่สุดในโลก แค่ไม่กี่หมื่นเอง
วันนี้เราจะพาไปชม รถยนต์ที่ราคาถูกที่สุดในโลก ณ.ขณะนี้ หลายคนอาจจะนึกว่า ถ้าถูกขนาดนี้มันจะต้องผลิตมาจากจีนอย่างแน่นอน แต่บอกได้เลยว่าผิดคับ มันผลิตจากอินเดีย ในราคาที่แสนถูกมาก ประมาณ 100,000 รูปี หรือ 75,000 บาทเท่านั้น เพิ่มเงินอีกนิดจากการซื้อมอไซด์มาซื้อรถยนต์ได้เลย รถยนต์อันนี้ได้รับการผลิตจาก ทาทา กรุ๊ป (คนละอันกับ ทาทา บ้านเราคับ) ซึ่งตอนนี้น่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการผลิตรถยนต์เป็นอันดับสองของโลกเลยทีเดียว ไปดูรูปกันก่อนดีกว่า

สีเหลืองบาดใจสาวๆเลยล่ะ

ส่วนด้านในก็ไม่ค่อยมีออฟชั่นอะไร ออกจะพื้นๆ
ส่วนสาเหตุที่ทำให้มันราคาถูกได้นั้น ไม่ใช่ว่ามันผลิตเยอะแล้วราคาถูกเหมือนสินค้าจีน แต่เป็นเพราะว่ามันมีแนวความคิดว่า ออฟชั่นบางอย่าง บางคนก็ไม่ได้ใช้ เปรียบเหมือนโทรศัพท์มือถือ ที่มีออฟชั่นเยอะในรุ่นใหม่ๆ แต่จะมีสักกี่คนทีใช้ทุกอย่าง แนวคิดนั้นจึงนำมาใช้กับรถ คือการตัดออฟชั่นออกเป็น เช่น ไม่มีแอร์ ไม่มีกระจกไฟฟ้า พวงมาลัยไม่เพาเวอร์ วิทยุก็ไม่มี คือพูดง่ายๆ ขับได้อย่างเดียว อยากได้อะไรก็ไปเสียเงินเพิ่มกันเอาเอง
ส่วนข้อดีของการมีรถราคาถูกแบบนี้ คือ พนักงานออฟฟิต หรือคนจะมีรถกันง่ายขึ้น หรือเข้าถึงรถกันมากขึ้น ส่วนข้อเสียคือ ทุกวันนี้รถก็ติดกันจะตายอยู่แล้ว จะยิ่งติดกันมากขึ้น

สีเหลืองบาดใจสาวๆเลยล่ะ

ส่วนด้านในก็ไม่ค่อยมีออฟชั่นอะไร ออกจะพื้นๆ
ส่วนสาเหตุที่ทำให้มันราคาถูกได้นั้น ไม่ใช่ว่ามันผลิตเยอะแล้วราคาถูกเหมือนสินค้าจีน แต่เป็นเพราะว่ามันมีแนวความคิดว่า ออฟชั่นบางอย่าง บางคนก็ไม่ได้ใช้ เปรียบเหมือนโทรศัพท์มือถือ ที่มีออฟชั่นเยอะในรุ่นใหม่ๆ แต่จะมีสักกี่คนทีใช้ทุกอย่าง แนวคิดนั้นจึงนำมาใช้กับรถ คือการตัดออฟชั่นออกเป็น เช่น ไม่มีแอร์ ไม่มีกระจกไฟฟ้า พวงมาลัยไม่เพาเวอร์ วิทยุก็ไม่มี คือพูดง่ายๆ ขับได้อย่างเดียว อยากได้อะไรก็ไปเสียเงินเพิ่มกันเอาเอง
ส่วนข้อดีของการมีรถราคาถูกแบบนี้ คือ พนักงานออฟฟิต หรือคนจะมีรถกันง่ายขึ้น หรือเข้าถึงรถกันมากขึ้น ส่วนข้อเสียคือ ทุกวันนี้รถก็ติดกันจะตายอยู่แล้ว จะยิ่งติดกันมากขึ้น
ความแตกต่างระหว่างพนักงาน และ เจ้าของกิจการ
มีหลายบทความที่เคยลงเกี่ยวกับการเป็นพนักงานและเจ้าของกิจการ ว่า ส่วนใหญ่นั้นคนที่เรียนสูง เรียนเก่งนั้น ส่วนใหญ่ที่เรียนไปนั้นก็คิดว่า อยากได้งานที่ดี เงินเดือนที่สูง ถึงได้ต้องเรียนสูงเข้าไว้ ก็จะแสดงให้เห็นว่า คนพวกนี้ตั้งแต่เรียนก็มีความคิดว่าไม่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการอยู่แล้ว พอเรียนจบก็หางานทำทันที พอทำงานไปก็จะเป็นเหมือนหุ่นยนต์ที่ต้องคอยรับฟังคำสั่งจากหัวหน้า และก็ทำไปวันๆ จนไม่มีเวลาไปศึกษาอย่างอื่นเพิ่มเติม หรือมีเวลาที่จะคิด และเมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็จะเกิดความพึงพอใจในงาน ในเงินเดือน และไม่มีความกล้าพอที่จะออกมาทำอะไรเอง เพราะรู้อยู่แค่สิ่งที่เรียนหรือทำงานมา (เพราะไม่มีเวลาไปศึกษาเพิ่ม) ก็จะเป็นพนักงานไป
ส่วนคนที่เรียนไม่เก่ง ตอนเรียนก็เกเร หรือบางคนไม่ได้เรียน แต่ปรากฏว่าเขากลับได้เป็นเจ้าของกิจการ (คำว่าเจ้าของกิจการมีหลายแบบ เป็นเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวก็ได้ เป็นเจ้าของบริษัทก็ได้) เพราะด้วยเหตุผลที่เขาไม่มีวุฒิหรือวุฒิไม่สูง ทำให้เขาไม่สามารถหรือไม่คิดที่จะเอาวุฒิไปสมัครงาน เพราะเอาไปสมัครก็คงไม่มีใครรับ เสียเวลา จึงต้องหาทางออกด้วยการเป็นเจ้าของกิจการ บางคนก็ทำแล้วดี บางคนทำแล้วเจ๊งก็มี บางคนทำตอนแรกดีแล้วตอนหลังเจ๊งก็มี เพราะการเป็นเจ้าของกิจการนั้นมีความเสี่ยง
สำหรับในหมู่พนักงานก็อาจจะมีความรู้สึกว่า รู้งี้ไ่ม่น่าเรียนเก่งเลย จะได้เป็นเจ้าของกิจการ และในหมู่ของเจ้าของกิจการก็อาจจะคิดว่า รู้งี้เรียนเก่งดีกว่า จะได้ไม่ต้องรู้สึกกดดันและแบกรับความเสี่ยง (ยิ่งช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีด้วย)
แต่สำหรับผมถ้าจะถามว่าการเป็นพนักงานหรือเ้จ้าของกิจการอย่างไหนดีกว่ากัน อันนี้ก็ต้องแล้วแต่ความสำเร็จสูงสุดของแต่ละคน เช่นหากคุณเป็นพนักงานและสามารถทำงานในสายงานทีุ่คุณทำได้ดี จนประสบความสำเร็จเป็นถึง ผู้จัดการ ceo cfo พวกนี้เงินเดือนเยอะ และโบนัสก็เยอะด้วย อีกทั้งยังสามารถซื้อหุ้นของบริษัทได้อีกด้วย บางที่รวมเงินเดือน,โบนัส,หุ้น ก็ได้หลายล้านต่อเดือนเลยด้วย มากกว่าคนที่เป็นเจ้าของกิจการเล็กๆหลายขุมเลย แต่กว่าจะไปถึงเวลานั้นก็อาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเลย และบางคนเป็นถึงผู้จัดการตอนอายุเลยหลักสี่แล้ว พออยู่ดีๆบริษัทขายให้คนอื่นหรือล้มละลาย พอไปสมัครที่อื่นก็ไม่มีใครเอาก็มี เพราะส่วนใหญ่เขาจะรับไม่เกิน 35 ยกเว้นเป็นตำแหน่งที่ต้องการประสบการณ์สูง เพราะฉะนั้นก็ตอบไม่ได้ว่าอย่างไหนจะดีกว่า แต่สิ่งที่ตอบได้คือ รักในสิ่งที่ตัวเองต้องการทำนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด
ส่วนคนที่เรียนไม่เก่ง ตอนเรียนก็เกเร หรือบางคนไม่ได้เรียน แต่ปรากฏว่าเขากลับได้เป็นเจ้าของกิจการ (คำว่าเจ้าของกิจการมีหลายแบบ เป็นเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวก็ได้ เป็นเจ้าของบริษัทก็ได้) เพราะด้วยเหตุผลที่เขาไม่มีวุฒิหรือวุฒิไม่สูง ทำให้เขาไม่สามารถหรือไม่คิดที่จะเอาวุฒิไปสมัครงาน เพราะเอาไปสมัครก็คงไม่มีใครรับ เสียเวลา จึงต้องหาทางออกด้วยการเป็นเจ้าของกิจการ บางคนก็ทำแล้วดี บางคนทำแล้วเจ๊งก็มี บางคนทำตอนแรกดีแล้วตอนหลังเจ๊งก็มี เพราะการเป็นเจ้าของกิจการนั้นมีความเสี่ยง
สำหรับในหมู่พนักงานก็อาจจะมีความรู้สึกว่า รู้งี้ไ่ม่น่าเรียนเก่งเลย จะได้เป็นเจ้าของกิจการ และในหมู่ของเจ้าของกิจการก็อาจจะคิดว่า รู้งี้เรียนเก่งดีกว่า จะได้ไม่ต้องรู้สึกกดดันและแบกรับความเสี่ยง (ยิ่งช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีด้วย)
แต่สำหรับผมถ้าจะถามว่าการเป็นพนักงานหรือเ้จ้าของกิจการอย่างไหนดีกว่ากัน อันนี้ก็ต้องแล้วแต่ความสำเร็จสูงสุดของแต่ละคน เช่นหากคุณเป็นพนักงานและสามารถทำงานในสายงานทีุ่คุณทำได้ดี จนประสบความสำเร็จเป็นถึง ผู้จัดการ ceo cfo พวกนี้เงินเดือนเยอะ และโบนัสก็เยอะด้วย อีกทั้งยังสามารถซื้อหุ้นของบริษัทได้อีกด้วย บางที่รวมเงินเดือน,โบนัส,หุ้น ก็ได้หลายล้านต่อเดือนเลยด้วย มากกว่าคนที่เป็นเจ้าของกิจการเล็กๆหลายขุมเลย แต่กว่าจะไปถึงเวลานั้นก็อาจจะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเลย และบางคนเป็นถึงผู้จัดการตอนอายุเลยหลักสี่แล้ว พออยู่ดีๆบริษัทขายให้คนอื่นหรือล้มละลาย พอไปสมัครที่อื่นก็ไม่มีใครเอาก็มี เพราะส่วนใหญ่เขาจะรับไม่เกิน 35 ยกเว้นเป็นตำแหน่งที่ต้องการประสบการณ์สูง เพราะฉะนั้นก็ตอบไม่ได้ว่าอย่างไหนจะดีกว่า แต่สิ่งที่ตอบได้คือ รักในสิ่งที่ตัวเองต้องการทำนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุด
ธุรกิจทำเงินแบบเสือนอนกิน property
วันนี้ผมจะมาเล่าถึงธุรกิจหนึ่งซึ่งสามารถทำเงินได้อย่างง่ายดาย (แต่ในเศรษฐกิจตอนนี้ไม่แน่ใจว่าจะง่ายหรือเปล่า แต่ก็เป็นเหมือนการหว่านแหล่ะ) และผมรู้สึกว่ามันเป็นการเอาเปรียบคนอื่น หรือว่าจะเรียกว่า เสือนอนกินก็ได้ และโดยปกติแล้วเขาจะไม่เอามาเล่าให้ฟังกันถึงธุรกิจต่างๆ เพราะเป็นความลับทางธุรกิจ (ไม่สมควรบอก ทำเองดีกว่า) แต่เพราะว่ามันเป็นธุรกิจที่ดูเหมือนจะช่วยเราแต่ก็แอบเอาเปรียบหลายคน ซึ่งทำไปมันก็ไม่ดีกับตัวเราเอง ก็เอามาเล่าดีกว่า ไม่อยากหลอกคนอื่น
นั่นก็คือ ธุรกิจ property มันเป็นธุรกิจที่รับฝากขายบ้านที่ดินต่างๆ โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนขายให้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะจะได้มีคนเอามาฝากเยอะๆ แต่ก็คุ้ม เพราะ.... เดี๋ยวเล่าให้ฟัง) แต่รายได้นั้นมาจาก เมื่อได้มีการขายได้แล้วนั้น ทางธุรกิจนี้ก็จะขอส่วนแบ่ง 3% จากยอดขาย ซึ่งก็มาก เพราะส่วนใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ดินหรือบ้าน ราคาก็น่าจะอยู่ 5 แสนบ้าง 1 ล้านบ้าง ถ้าฟรุ๊คก็อาจได้ที่ดินประมาณ 10 ล้าน ลองคิดดูว่า 3% ของ 10 ล้านก็เท่ากับ 3 แสนนะ ขายได้ที่เดียวได้มากกว่าเงินเดือนทั้งปีอีก
วิธีการของบริษัทแบบนี้ก็ง่ายมาก (ถ้าใครอยากเอาไปใช้ก็ไม่ว่ากันหรอก) คือ จ้างคนเขียนเว็บขึ้นมาไม่กี่หมื่น จากนั้นก็จ้างเซลวิ่งไปดูที่หรือบ้านที่ต่างๆ จดเบอร์โทรเจ้าของมา ให้ได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 30-50 ที่ แล้วก็โทรไปหาเจ้าของ ฟอร์มว่าเราเป็นบริษัทตัวแทนขายที่ใหญ่ที่สุด (เขาไม่รู้หรอกว่าเพิ่งเปิด) และถ้าฝากขายจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แล้วก็บอกว่าเรามีเว็บไซด์เป็นของตัวเอง และได้มีการโฆษณาในหนังสือซึ่งในเมืองไทยมีแค่ 2 เล่มที่เกี่ยวกับซื้อขายบ้านและที่ดิน (หนังสือนี้ออกเดือนละครั้ง เพราะฉะนั้นค่าโฆษณาที่บริษัทเสียก็ไม่แพง เพราะเป็นแบบเหมาจ่าย เดือนละไม่กี่หมื่นเท่านั้น แต่ลงได้เต็มหน้า (ก็คือการเอาสินค้าที่คิดว่าจะขายได้ หลายๆอันมาลง เพื่อขายได้จะได้เอาค่าคอมมิชชั่น หรือเอาเงินคนอื่นมาจ่ายนั่นเอง))
พอคนเริ่มติดกับก็จะเอาที่หรือบ้านมาฝาก แล้วก็เริ่มมีการทำสัญญาซึ่งสัญญานี้จะผูกมัดคนขาย โดยมีกำหนดระยะเวลา (ถ้ากำหนดว่าภายใน 6 เดือน แสดงว่าภายใน 6 เดือนนั้นไม่สามารถที่จะให้ตัวแทนจากที่อื่นทำการขายให้ เหมือนกับว่าต้องให้บริษัทนี้แห่งเดียวเท่านั้น) พร้อมกับไปเอาป้ายของผู้ขายออก เพื่อที่จะเอาป้ายของบริษัทไปปัก ซึ่งป้ายที่ไปปักนั้นก็ไม่กี่ตังค์ ลองคิดดูว่าถ้าสมมติว่าให้เซลล์วิ่งไปหาที่ (จริงๆมีหลายวิธีในการหาที่ๆจะขาย) สมมติได้สัก 50 ที่ซึ่งน้อยมาก แล้วก็นั่งรอโทรศัพท์มา พอคนสนใจก็พาไปดูที่ สมมุติว่าเดือนนึงเกิดการขายได้ อย่างน้อย 3 ที่ได้ค่าคอมที่ละ 3 หมื่น ก็เป็น 9 หมื่นต่อเดือนก็อยู่ได้แล้วล่ะ แต่ที่มันเอาเปรียบก็เพราะว่า มันนอนอยู่บ้านรับโทรศัพท์ แล้วพอคนสนใจมันก็ออกจากบ้านไป present ขายได้ไม่ได้ มันก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะสัญญาก็จะผูกมัดไม่ให้คนที่ต้องการขาย ขายเอง หรือ ให้คนอื่นมาขาย พอหมดสัญญามันก็ไม่ได้รับผิดชอบอะไร อีกอย่างบริษัทพวกนี้ก็เปิดกันง่ายมาก แค่เปิดบริษัทและระบุวัตถุประสงค์ว่าต้องการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นก็เปิดได้แล้ว มันไม่เหมือนที่เมืองนอกที่ต้องมีการสอบใบอนุญาตก่อน ซึ่งการสอบก็ไม่ได้ง่าย
ผมเลยเห็นว่ามันเป็นธุรกิจที่เอาเปรียบคนขาย เพราะคนขายเขาต้องการขาย และต้องการขายให้เร็ว ก็เลยเชื่อพวกนี้ แต่พอขายไม่ได้ ก็เสียเวลาไปหลายเดือน ก็ต้องไปโดนบริษัทอื่นหลอกต่อไปอีก แต่ก็อาจจะมีคนทักท้วงว่าบางที่ก็ขายได้ไม่ใช่หรือ ใช่บางที่ขายได้ เพราะว่ามันลงไป 500 ที่จะขายไม่ได้เลย ก็ต้องบอกว่าบ้าแล้ว และอาจเป็นที่ๆทำเลดีขายง่ายอยู่แล้วด้วย แต่ถ้าธุรกิจประเภทนี้ยังไม่ปรับปรุงตัวเอง ถึงเวลาก็อาจเหมือน MLM ที่ทุกวันนี้เขารู้แกวกันหมดแล้ว
ทิ้งท้าย ผมยกตัวอย่างที่ผมเจอกับตัวเอง เกี่ยวกับอาชีพนี้ คุณคิดว่า อาชีพหมอ กับ property อันไหนจะรวยมากกว่ากัน ผมบอกได้เลยว่า property เพราะหมอแถวบ้านผม เมื่อก่อนเปิดเป็นคลีนิค พอเมียหมอมาทำ property แล้วดี ทุกวันนี้คลีนิคนั้นกลายเป็นบริษัท property ไปแล้ว และวันนี้คุณหมอท่านนั้นก็เป็น นายกสมาคมเกี่ยวกับอสังหาไปซะแล้ว (เอาคนไปทำงานผิดประเภท เหมือน เอาหมอไปนั่งคลังหรือเปล่าน๊าา ไม่พูดการเมืองดีกว่า)
นั่นก็คือ ธุรกิจ property มันเป็นธุรกิจที่รับฝากขายบ้านที่ดินต่างๆ โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนขายให้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะจะได้มีคนเอามาฝากเยอะๆ แต่ก็คุ้ม เพราะ.... เดี๋ยวเล่าให้ฟัง) แต่รายได้นั้นมาจาก เมื่อได้มีการขายได้แล้วนั้น ทางธุรกิจนี้ก็จะขอส่วนแบ่ง 3% จากยอดขาย ซึ่งก็มาก เพราะส่วนใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ดินหรือบ้าน ราคาก็น่าจะอยู่ 5 แสนบ้าง 1 ล้านบ้าง ถ้าฟรุ๊คก็อาจได้ที่ดินประมาณ 10 ล้าน ลองคิดดูว่า 3% ของ 10 ล้านก็เท่ากับ 3 แสนนะ ขายได้ที่เดียวได้มากกว่าเงินเดือนทั้งปีอีก
วิธีการของบริษัทแบบนี้ก็ง่ายมาก (ถ้าใครอยากเอาไปใช้ก็ไม่ว่ากันหรอก) คือ จ้างคนเขียนเว็บขึ้นมาไม่กี่หมื่น จากนั้นก็จ้างเซลวิ่งไปดูที่หรือบ้านที่ต่างๆ จดเบอร์โทรเจ้าของมา ให้ได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 30-50 ที่ แล้วก็โทรไปหาเจ้าของ ฟอร์มว่าเราเป็นบริษัทตัวแทนขายที่ใหญ่ที่สุด (เขาไม่รู้หรอกว่าเพิ่งเปิด) และถ้าฝากขายจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แล้วก็บอกว่าเรามีเว็บไซด์เป็นของตัวเอง และได้มีการโฆษณาในหนังสือซึ่งในเมืองไทยมีแค่ 2 เล่มที่เกี่ยวกับซื้อขายบ้านและที่ดิน (หนังสือนี้ออกเดือนละครั้ง เพราะฉะนั้นค่าโฆษณาที่บริษัทเสียก็ไม่แพง เพราะเป็นแบบเหมาจ่าย เดือนละไม่กี่หมื่นเท่านั้น แต่ลงได้เต็มหน้า (ก็คือการเอาสินค้าที่คิดว่าจะขายได้ หลายๆอันมาลง เพื่อขายได้จะได้เอาค่าคอมมิชชั่น หรือเอาเงินคนอื่นมาจ่ายนั่นเอง))
พอคนเริ่มติดกับก็จะเอาที่หรือบ้านมาฝาก แล้วก็เริ่มมีการทำสัญญาซึ่งสัญญานี้จะผูกมัดคนขาย โดยมีกำหนดระยะเวลา (ถ้ากำหนดว่าภายใน 6 เดือน แสดงว่าภายใน 6 เดือนนั้นไม่สามารถที่จะให้ตัวแทนจากที่อื่นทำการขายให้ เหมือนกับว่าต้องให้บริษัทนี้แห่งเดียวเท่านั้น) พร้อมกับไปเอาป้ายของผู้ขายออก เพื่อที่จะเอาป้ายของบริษัทไปปัก ซึ่งป้ายที่ไปปักนั้นก็ไม่กี่ตังค์ ลองคิดดูว่าถ้าสมมติว่าให้เซลล์วิ่งไปหาที่ (จริงๆมีหลายวิธีในการหาที่ๆจะขาย) สมมติได้สัก 50 ที่ซึ่งน้อยมาก แล้วก็นั่งรอโทรศัพท์มา พอคนสนใจก็พาไปดูที่ สมมุติว่าเดือนนึงเกิดการขายได้ อย่างน้อย 3 ที่ได้ค่าคอมที่ละ 3 หมื่น ก็เป็น 9 หมื่นต่อเดือนก็อยู่ได้แล้วล่ะ แต่ที่มันเอาเปรียบก็เพราะว่า มันนอนอยู่บ้านรับโทรศัพท์ แล้วพอคนสนใจมันก็ออกจากบ้านไป present ขายได้ไม่ได้ มันก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะสัญญาก็จะผูกมัดไม่ให้คนที่ต้องการขาย ขายเอง หรือ ให้คนอื่นมาขาย พอหมดสัญญามันก็ไม่ได้รับผิดชอบอะไร อีกอย่างบริษัทพวกนี้ก็เปิดกันง่ายมาก แค่เปิดบริษัทและระบุวัตถุประสงค์ว่าต้องการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นก็เปิดได้แล้ว มันไม่เหมือนที่เมืองนอกที่ต้องมีการสอบใบอนุญาตก่อน ซึ่งการสอบก็ไม่ได้ง่าย
ผมเลยเห็นว่ามันเป็นธุรกิจที่เอาเปรียบคนขาย เพราะคนขายเขาต้องการขาย และต้องการขายให้เร็ว ก็เลยเชื่อพวกนี้ แต่พอขายไม่ได้ ก็เสียเวลาไปหลายเดือน ก็ต้องไปโดนบริษัทอื่นหลอกต่อไปอีก แต่ก็อาจจะมีคนทักท้วงว่าบางที่ก็ขายได้ไม่ใช่หรือ ใช่บางที่ขายได้ เพราะว่ามันลงไป 500 ที่จะขายไม่ได้เลย ก็ต้องบอกว่าบ้าแล้ว และอาจเป็นที่ๆทำเลดีขายง่ายอยู่แล้วด้วย แต่ถ้าธุรกิจประเภทนี้ยังไม่ปรับปรุงตัวเอง ถึงเวลาก็อาจเหมือน MLM ที่ทุกวันนี้เขารู้แกวกันหมดแล้ว
ทิ้งท้าย ผมยกตัวอย่างที่ผมเจอกับตัวเอง เกี่ยวกับอาชีพนี้ คุณคิดว่า อาชีพหมอ กับ property อันไหนจะรวยมากกว่ากัน ผมบอกได้เลยว่า property เพราะหมอแถวบ้านผม เมื่อก่อนเปิดเป็นคลีนิค พอเมียหมอมาทำ property แล้วดี ทุกวันนี้คลีนิคนั้นกลายเป็นบริษัท property ไปแล้ว และวันนี้คุณหมอท่านนั้นก็เป็น นายกสมาคมเกี่ยวกับอสังหาไปซะแล้ว (เอาคนไปทำงานผิดประเภท เหมือน เอาหมอไปนั่งคลังหรือเปล่าน๊าา ไม่พูดการเมืองดีกว่า)
แจกโปรแกรม capture ภาพ ฟรี !!
เป็นโปรแกรมที่ใช้งานง่าย ขนาดไม่ใหญ่ และที่สำคัญคือ ฟรี !!!!!!!! ลองไปโหลดมาใช้ดูตาม link ที่ให้นะคับ
Download
วิธีใช้หลักๆง่ายๆ คือ ให้เราไปกำหนดก่อนว่าเราจะเก็บไฟล์ที่จะ capture ไว้ที่ folder ไหน และเลือกแบบไฟล์ว่าจะเอา jpeg, bmp แค่นี้พอ และเมื่อเห็นภาพจากไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น จากเว็บ , วีดีโอ เราก็เพียงแต่กด F6 (ต้องเปิดโปรแกรมก่อน) แล้วเอาเมาท์ลากให้ได้ขนาดภาพที่ต้องการ เพียงเท่านี้ก็จะได้ภาพนั้นทันที
ภาพที่ได้มานั้นก็จะได้เอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ เช่น นำไปฝากรูปตามเว็บต่างๆ แล้วนำ embed code ไปแป๊ะ hi5 ได้ หรืออาจนำรูปมาวางเป็นรูปแทนวีดีโอที่เราได้นำ embed code มาแป๊ะ เหมือนการโพสวีดีโอที่เว็บนี้ ถ้ายังไงวันหลังมีเวลาว่างมาก จะนำภาพมาประกอบให้เข้าใจง่ายๆ
ขอบคุณที่สละเวลาอ่าน วันหลังจะเอาโปรแกรมดีๆ ที่สำคัญต้องฟรีด้วย แล้วจะเอามาฝากอีกคับ
Download
วิธีใช้หลักๆง่ายๆ คือ ให้เราไปกำหนดก่อนว่าเราจะเก็บไฟล์ที่จะ capture ไว้ที่ folder ไหน และเลือกแบบไฟล์ว่าจะเอา jpeg, bmp แค่นี้พอ และเมื่อเห็นภาพจากไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น จากเว็บ , วีดีโอ เราก็เพียงแต่กด F6 (ต้องเปิดโปรแกรมก่อน) แล้วเอาเมาท์ลากให้ได้ขนาดภาพที่ต้องการ เพียงเท่านี้ก็จะได้ภาพนั้นทันที
ภาพที่ได้มานั้นก็จะได้เอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ เช่น นำไปฝากรูปตามเว็บต่างๆ แล้วนำ embed code ไปแป๊ะ hi5 ได้ หรืออาจนำรูปมาวางเป็นรูปแทนวีดีโอที่เราได้นำ embed code มาแป๊ะ เหมือนการโพสวีดีโอที่เว็บนี้ ถ้ายังไงวันหลังมีเวลาว่างมาก จะนำภาพมาประกอบให้เข้าใจง่ายๆ
ขอบคุณที่สละเวลาอ่าน วันหลังจะเอาโปรแกรมดีๆ ที่สำคัญต้องฟรีด้วย แล้วจะเอามาฝากอีกคับ
ระวังสินค้าจีนจะทะลักเข้ามา
เมื่อก่อนผมเคยเขียนเรื่องของเพื่อนผมที่อยู่ในสำเพ็ง ขายส่งพวกกิ๊ปช๊อปอยู่ และผมก็เคยเตือนว่า วันนี้เราไปเอาของจากจีนมาขาย ระวังสักวันมันจะเข้ามาขายเอง เพราะเราได้เป็นคนปูทางให้เรียบร้อยแล้ว จนกระทั่งถึงวันนี้ สิ้นค้าจากจีนหลากหลายเริ่มเข้ามาขายกันเองมากขึ้น และที่สำคัญคือคนจีนเป็นคนมาขายเองด้วย ลองคิดดูว่า อย่างเพื่อนผมเข้าจะไปเอาของจากจีนประมาณเดือนละครั้ง ไปทีก็เอาของประมาณ 4-5 แสน จากนั้นก็เอามาขายและเอาเงินไปซื้อของมาใหม่ แต่ที่จีนนั้นเป็นโรงงานขนาดใหญ่ ไอ้ของแค่ 4-5 แสนนั้นจิ๊บจ๊อยมาก เพราะแค่วันนึงมันก็ผลิตมหาศาลส่งขายทั่วโลก เมื่อของมันเยอะมากมันก็พยายามหาทางระบายของ ก็ไปตามประเทศต่างๆ จะสังเกตได้ว่าช่วงหลังนี้ถ้าเราขายของอยู่ จะมีพวกคนจีนมาติดต่อเราให้เอาของเขาไปขาย บางทีมีให้เครดิตด้วย คือเอาของไปขายก่อนแล้วค่อยจ่าย
ต่อไปสินค้าจีนคงครองบ้านเราแล้วล่ะ
ต่อไปสินค้าจีนคงครองบ้านเราแล้วล่ะ
การปรับตัวของ ธุรกิจ ที่ครั้งนึงเคยรุ่งในอดีต
เพื่อนๆเคยสังเกตบ้างไหมว่าธุรกิจบางอย่างที่เคยรุ่งเรืองในอดีต แต่เมื่อเทคโนโลยีได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจที่เคยรุ่งเรืองนั้นต้องสั่นคลอนลง บางธุรกิจที่ปรับตัวได้ก็รอดตัวไป แต่บางอันปรับตัวไม่ทันถึงขั้นเจ๊งไปเลยก็มี
ผมจะยกตัวอย่างให้อย่างง่ายๆ เช่น
ฟูจิ และ โกดัก ที่ขายฟิลม์ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนจากรูปแบบฟิลม์มาเป็นแบบดิจิตอล ทำให้คนเลิกใช้ฟิลม์กัน ทั้งสองบริษัทที่เคยรวยจากการขายฟิลม์ก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง เช่นการผลิตการ์ดหน่วยความจำ ผลิตกล้องดิจิตอลออกมา แต่คู่แข่งก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่เหมือนตอนที่ผลิตฟิลม์ อย่างการ์ดหน่วยความจำก็มีหลายเจ้า เช่น sandisk, olympus ส่วนกล้องก็เยอะมาก เช่น fuji, kodak, casio, sony, nikon และอีกมากที่ไม่ได้เขียน และยังไม่รวมที่ในอนาคตคนจะเปลี่ยนจากการถ่ายรูปจากกล้องมาเป็นมือถือ อย่างนั้นไม่ต้องไปผลิตมือถือกับเขาบ้างหรือ
จะเห็นได้ว่าในอดีตทั้ง ฟูจิ และ โกดัก ต่างก็เป็นเจ้าแห่งการถ่ายรูป แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ทำให้บทบาทเปลี่ยน คู่แข่งก็มากขึ้นตาม และไม่เฉพาะแค่บริษัทเท่านั้นที่ต้องปรับตัวให้ได้ รวมถึงร้านล้างรูปต่างๆก็ต้องปรับตัว เพราะไลฟ์สไตท์ของคนรุ่นใหม่นั้นได้เปลี่ยนไป จากที่เคยชอบนำรูปไปล้าง คราวนี้ถ่ายแล้วไม่ต้องล้าง เอาลงคอมหรือไม่ก็เก็บไว้ในมือถือแทน แล้วใครจะมาล้างรูปล่ะ
อีกธุรกิจเป็นเรื่องของเพลง
ผมขอพูดถึงเพลงไทยละกัน ในอดีตนั้น มีค่ายใหญ่แค่ 2 ค่าย (ไม่ต้องบอกก็คงรู้นะครับ) ค่ายนึงอาศัยเงินหนา ก็เปิดร้านไปทั่วประเทศเลย เพราะในสมัยนั้นขายเป็นเทปและซีดี ใครมีเงินหนาสามารถเปิดร้านได้เยอะครอบคลุมไปทั่วเหมือนเซเว่นก็จะได้เปรียบ ส่วนอีกค่ายทุนน้อยกว่าก็เปิดร้านได้น้อยกว่า ยอดขายก็เลยได้น้อยตามมา แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิตอลนั้น ใครที่มีร้านเยอะ แทนที่จะช่วยให้ยอดขายดี แต่กลายเป็นเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล (จะสังเกตได้ว่าเดี๋ยวนี้ร้านที่ขายซีดีจะมีพนักงานนั่งตบยุงกัน) ทำให้บริษัทใหญ่ต้องวุ่นวายกันพอสมควร นั่นก็เพราะว่า เมื่อเราจะต้องการเพลงนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปที่ร้านเพื่อซื้อมาแล้ว แค่เราอยู่บ้าน มีคอม และอินเตอร์เน็ต แค่นั้น เราก็สามารถหาเพลงนั้นเอามาเป็นของเราได้แล้ว จนเดี๋ยวนี้บางร้านถึงกับติดป้ายบอกเราว่า ห้ามจดชื่อเพลง ส่วนวิธีที่เราจะหาเพลงนั้น ก็มี bittorrent, ฝาก link ตามที่ต่างๆ, ใช้โปรแกรม peer to peer, และอื่นๆอีกมาก (แล้วบริษัทจะป้องกันได้ยังไงล่ะ..ไม่มีทางเลย) เพราะฉะนั้น บริษัทต่างๆจึงเริ่มเบนเข็มจากที่เคยพึ่งยอดขายซีดีและวัดผลอัลบั๊มต่างๆด้วยยอดขายซีดี มาเป็นการขายในรูปแบบดิจิตอลแทน ขายทางมือถือ ออกคอนเสริต์ แต่ผมว่าอีกหน่อยอาจแจกเพลงฟรีไปเลย เพลงไหนดังค่อยนำไปต่อยอดทำกำไร แทนที่จะมานั่งป้องกัน
และก็ยังมีอีกหลายธุรกิจ แต่ที่ผมอยากพูดอีกอัน เพราะผมเคยคิดเอาไว้ แต่มันยังไม่เห็นผล แต่ผมว่าในอนาคตจะต้องเป็นอย่างนั้น นั่นก็คือ ซึเทย่า
ผมมานั่งคิดได้เพราะว่าผมไปเช่นหนังมา ในใจก็คิดว่า จริงๆไม่เช่าก็ได้ ถ้าเก่งอังกฤษ แต่ที่เช่าก็เพราะภาษาอังกฤษนั้นแย่มาก ฟังไม่ออกก็เลยต้องพึ่งซับไทย (ซึ่งคนไทยหลายคนก็ต้องจนปัญญาที่ต้องมาเช่า) เพราะเดี๋ยวนี้หนังก็สามารถหาได้จากพวกบิตทั้งหลาย แต่ต้องฟังออกด้วย จึงต้องยอมไปเช่า พอไปเช่า พนักงานก็จะหยิบแผ่นมาให้ดูว่ามันไม่เป็นรอย (มันเป็นรอยทุกแผ่นนั่นแหละ ไม่รู้จะหยิบมาให้ดูทำไม) และถ้าแผ่นเป็นรอยมาก ถ้าหัวอ่านไม่ดีจริงก็จะกระตุกหรือไม่ก็ค้างทำให้เสียอารมณ์ในการดู และผมก็เจอว่ามันค้าง ผมก็เลยมาคิดว่า เดี๋ยวนี้พวกแฟลชไดร์ฟพัฒนาขึ้นมามาก สามารถเก็บความจุได้มากขึ้น และมันอาจมาแทนที่แผ่นดีวิดีก็เป็นไปได้ อีกหน่อยร้านซึเทย่า อาจไม่ต้องมีเชลล์ไว้วางหนังอีกต่อไป อาจมีจอคอมเหมือนที่คนเล่นเกมส์จิ้มๆตามห้าง ประมาณ 10 เครื่อง จากนั้นเลือกหนังที่ชอบ และจ่ายเงิน พร้อมเสียบแฟรชไดร์ฟเข้าไปเพื่อโหลดหนัง พอกลับบ้านก็เอาเฟรชไดร์ฟเสียบเครื่องเล่นแฟรชไดร์ฟ แล้วเล่นได้ โดยไม่มีการกระตุก เพราะไม่มีรอย พอครบกำหนดวันเช่ามันก็จะ delete ตัวเองทันที
อันนี้ก็รอดูต่อไปว่ามันจะเกิดในอนาคตหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ถ้าเรารู้ว่าอะไรกำลังจะเปลี่ยนไป เราก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวให้ได้ อย่าไปยึดติิดในสิ่งเก่าๆเด็ดขาด
ขอบคุณที่กรุณาอ่านครับ
ผมจะยกตัวอย่างให้อย่างง่ายๆ เช่น
ฟูจิ และ โกดัก ที่ขายฟิลม์ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนจากรูปแบบฟิลม์มาเป็นแบบดิจิตอล ทำให้คนเลิกใช้ฟิลม์กัน ทั้งสองบริษัทที่เคยรวยจากการขายฟิลม์ก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง เช่นการผลิตการ์ดหน่วยความจำ ผลิตกล้องดิจิตอลออกมา แต่คู่แข่งก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่เหมือนตอนที่ผลิตฟิลม์ อย่างการ์ดหน่วยความจำก็มีหลายเจ้า เช่น sandisk, olympus ส่วนกล้องก็เยอะมาก เช่น fuji, kodak, casio, sony, nikon และอีกมากที่ไม่ได้เขียน และยังไม่รวมที่ในอนาคตคนจะเปลี่ยนจากการถ่ายรูปจากกล้องมาเป็นมือถือ อย่างนั้นไม่ต้องไปผลิตมือถือกับเขาบ้างหรือ
จะเห็นได้ว่าในอดีตทั้ง ฟูจิ และ โกดัก ต่างก็เป็นเจ้าแห่งการถ่ายรูป แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ทำให้บทบาทเปลี่ยน คู่แข่งก็มากขึ้นตาม และไม่เฉพาะแค่บริษัทเท่านั้นที่ต้องปรับตัวให้ได้ รวมถึงร้านล้างรูปต่างๆก็ต้องปรับตัว เพราะไลฟ์สไตท์ของคนรุ่นใหม่นั้นได้เปลี่ยนไป จากที่เคยชอบนำรูปไปล้าง คราวนี้ถ่ายแล้วไม่ต้องล้าง เอาลงคอมหรือไม่ก็เก็บไว้ในมือถือแทน แล้วใครจะมาล้างรูปล่ะ
อีกธุรกิจเป็นเรื่องของเพลง
ผมขอพูดถึงเพลงไทยละกัน ในอดีตนั้น มีค่ายใหญ่แค่ 2 ค่าย (ไม่ต้องบอกก็คงรู้นะครับ) ค่ายนึงอาศัยเงินหนา ก็เปิดร้านไปทั่วประเทศเลย เพราะในสมัยนั้นขายเป็นเทปและซีดี ใครมีเงินหนาสามารถเปิดร้านได้เยอะครอบคลุมไปทั่วเหมือนเซเว่นก็จะได้เปรียบ ส่วนอีกค่ายทุนน้อยกว่าก็เปิดร้านได้น้อยกว่า ยอดขายก็เลยได้น้อยตามมา แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิตอลนั้น ใครที่มีร้านเยอะ แทนที่จะช่วยให้ยอดขายดี แต่กลายเป็นเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล (จะสังเกตได้ว่าเดี๋ยวนี้ร้านที่ขายซีดีจะมีพนักงานนั่งตบยุงกัน) ทำให้บริษัทใหญ่ต้องวุ่นวายกันพอสมควร นั่นก็เพราะว่า เมื่อเราจะต้องการเพลงนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปที่ร้านเพื่อซื้อมาแล้ว แค่เราอยู่บ้าน มีคอม และอินเตอร์เน็ต แค่นั้น เราก็สามารถหาเพลงนั้นเอามาเป็นของเราได้แล้ว จนเดี๋ยวนี้บางร้านถึงกับติดป้ายบอกเราว่า ห้ามจดชื่อเพลง ส่วนวิธีที่เราจะหาเพลงนั้น ก็มี bittorrent, ฝาก link ตามที่ต่างๆ, ใช้โปรแกรม peer to peer, และอื่นๆอีกมาก (แล้วบริษัทจะป้องกันได้ยังไงล่ะ..ไม่มีทางเลย) เพราะฉะนั้น บริษัทต่างๆจึงเริ่มเบนเข็มจากที่เคยพึ่งยอดขายซีดีและวัดผลอัลบั๊มต่างๆด้วยยอดขายซีดี มาเป็นการขายในรูปแบบดิจิตอลแทน ขายทางมือถือ ออกคอนเสริต์ แต่ผมว่าอีกหน่อยอาจแจกเพลงฟรีไปเลย เพลงไหนดังค่อยนำไปต่อยอดทำกำไร แทนที่จะมานั่งป้องกัน
และก็ยังมีอีกหลายธุรกิจ แต่ที่ผมอยากพูดอีกอัน เพราะผมเคยคิดเอาไว้ แต่มันยังไม่เห็นผล แต่ผมว่าในอนาคตจะต้องเป็นอย่างนั้น นั่นก็คือ ซึเทย่า
ผมมานั่งคิดได้เพราะว่าผมไปเช่นหนังมา ในใจก็คิดว่า จริงๆไม่เช่าก็ได้ ถ้าเก่งอังกฤษ แต่ที่เช่าก็เพราะภาษาอังกฤษนั้นแย่มาก ฟังไม่ออกก็เลยต้องพึ่งซับไทย (ซึ่งคนไทยหลายคนก็ต้องจนปัญญาที่ต้องมาเช่า) เพราะเดี๋ยวนี้หนังก็สามารถหาได้จากพวกบิตทั้งหลาย แต่ต้องฟังออกด้วย จึงต้องยอมไปเช่า พอไปเช่า พนักงานก็จะหยิบแผ่นมาให้ดูว่ามันไม่เป็นรอย (มันเป็นรอยทุกแผ่นนั่นแหละ ไม่รู้จะหยิบมาให้ดูทำไม) และถ้าแผ่นเป็นรอยมาก ถ้าหัวอ่านไม่ดีจริงก็จะกระตุกหรือไม่ก็ค้างทำให้เสียอารมณ์ในการดู และผมก็เจอว่ามันค้าง ผมก็เลยมาคิดว่า เดี๋ยวนี้พวกแฟลชไดร์ฟพัฒนาขึ้นมามาก สามารถเก็บความจุได้มากขึ้น และมันอาจมาแทนที่แผ่นดีวิดีก็เป็นไปได้ อีกหน่อยร้านซึเทย่า อาจไม่ต้องมีเชลล์ไว้วางหนังอีกต่อไป อาจมีจอคอมเหมือนที่คนเล่นเกมส์จิ้มๆตามห้าง ประมาณ 10 เครื่อง จากนั้นเลือกหนังที่ชอบ และจ่ายเงิน พร้อมเสียบแฟรชไดร์ฟเข้าไปเพื่อโหลดหนัง พอกลับบ้านก็เอาเฟรชไดร์ฟเสียบเครื่องเล่นแฟรชไดร์ฟ แล้วเล่นได้ โดยไม่มีการกระตุก เพราะไม่มีรอย พอครบกำหนดวันเช่ามันก็จะ delete ตัวเองทันที
อันนี้ก็รอดูต่อไปว่ามันจะเกิดในอนาคตหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ถ้าเรารู้ว่าอะไรกำลังจะเปลี่ยนไป เราก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวให้ได้ อย่าไปยึดติิดในสิ่งเก่าๆเด็ดขาด
ขอบคุณที่กรุณาอ่านครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)