ads

วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2551

การปรับตัวของ ธุรกิจ ที่ครั้งนึงเคยรุ่งในอดีต

เพื่อนๆเคยสังเกตบ้างไหมว่าธุรกิจบางอย่างที่เคยรุ่งเรืองในอดีต แต่เมื่อเทคโนโลยีได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจที่เคยรุ่งเรืองนั้นต้องสั่นคลอนลง บางธุรกิจที่ปรับตัวได้ก็รอดตัวไป แต่บางอันปรับตัวไม่ทันถึงขั้นเจ๊งไปเลยก็มี
ผมจะยกตัวอย่างให้อย่างง่ายๆ เช่น
ฟูจิ และ โกดัก ที่ขายฟิลม์ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนจากรูปแบบฟิลม์มาเป็นแบบดิจิตอล ทำให้คนเลิกใช้ฟิลม์กัน ทั้งสองบริษัทที่เคยรวยจากการขายฟิลม์ก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง เช่นการผลิตการ์ดหน่วยความจำ ผลิตกล้องดิจิตอลออกมา แต่คู่แข่งก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่เหมือนตอนที่ผลิตฟิลม์ อย่างการ์ดหน่วยความจำก็มีหลายเจ้า เช่น sandisk, olympus ส่วนกล้องก็เยอะมาก เช่น fuji, kodak, casio, sony, nikon และอีกมากที่ไม่ได้เขียน และยังไม่รวมที่ในอนาคตคนจะเปลี่ยนจากการถ่ายรูปจากกล้องมาเป็นมือถือ อย่างนั้นไม่ต้องไปผลิตมือถือกับเขาบ้างหรือ
จะเห็นได้ว่าในอดีตทั้ง ฟูจิ และ โกดัก ต่างก็เป็นเจ้าแห่งการถ่ายรูป แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ทำให้บทบาทเปลี่ยน คู่แข่งก็มากขึ้นตาม และไม่เฉพาะแค่บริษัทเท่านั้นที่ต้องปรับตัวให้ได้ รวมถึงร้านล้างรูปต่างๆก็ต้องปรับตัว เพราะไลฟ์สไตท์ของคนรุ่นใหม่นั้นได้เปลี่ยนไป จากที่เคยชอบนำรูปไปล้าง คราวนี้ถ่ายแล้วไม่ต้องล้าง เอาลงคอมหรือไม่ก็เก็บไว้ในมือถือแทน แล้วใครจะมาล้างรูปล่ะ
อีกธุรกิจเป็นเรื่องของเพลง
ผมขอพูดถึงเพลงไทยละกัน ในอดีตนั้น มีค่ายใหญ่แค่ 2 ค่าย (ไม่ต้องบอกก็คงรู้นะครับ) ค่ายนึงอาศัยเงินหนา ก็เปิดร้านไปทั่วประเทศเลย เพราะในสมัยนั้นขายเป็นเทปและซีดี ใครมีเงินหนาสามารถเปิดร้านได้เยอะครอบคลุมไปทั่วเหมือนเซเว่นก็จะได้เปรียบ ส่วนอีกค่ายทุนน้อยกว่าก็เปิดร้านได้น้อยกว่า ยอดขายก็เลยได้น้อยตามมา แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิตอลนั้น ใครที่มีร้านเยอะ แทนที่จะช่วยให้ยอดขายดี แต่กลายเป็นเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาล (จะสังเกตได้ว่าเดี๋ยวนี้ร้านที่ขายซีดีจะมีพนักงานนั่งตบยุงกัน) ทำให้บริษัทใหญ่ต้องวุ่นวายกันพอสมควร นั่นก็เพราะว่า เมื่อเราจะต้องการเพลงนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปที่ร้านเพื่อซื้อมาแล้ว แค่เราอยู่บ้าน มีคอม และอินเตอร์เน็ต แค่นั้น เราก็สามารถหาเพลงนั้นเอามาเป็นของเราได้แล้ว จนเดี๋ยวนี้บางร้านถึงกับติดป้ายบอกเราว่า ห้ามจดชื่อเพลง ส่วนวิธีที่เราจะหาเพลงนั้น ก็มี bittorrent, ฝาก link ตามที่ต่างๆ, ใช้โปรแกรม peer to peer, และอื่นๆอีกมาก (แล้วบริษัทจะป้องกันได้ยังไงล่ะ..ไม่มีทางเลย) เพราะฉะนั้น บริษัทต่างๆจึงเริ่มเบนเข็มจากที่เคยพึ่งยอดขายซีดีและวัดผลอัลบั๊มต่างๆด้วยยอดขายซีดี มาเป็นการขายในรูปแบบดิจิตอลแทน ขายทางมือถือ ออกคอนเสริต์ แต่ผมว่าอีกหน่อยอาจแจกเพลงฟรีไปเลย เพลงไหนดังค่อยนำไปต่อยอดทำกำไร แทนที่จะมานั่งป้องกัน
และก็ยังมีอีกหลายธุรกิจ แต่ที่ผมอยากพูดอีกอัน เพราะผมเคยคิดเอาไว้ แต่มันยังไม่เห็นผล แต่ผมว่าในอนาคตจะต้องเป็นอย่างนั้น นั่นก็คือ ซึเทย่า
ผมมานั่งคิดได้เพราะว่าผมไปเช่นหนังมา ในใจก็คิดว่า จริงๆไม่เช่าก็ได้ ถ้าเก่งอังกฤษ แต่ที่เช่าก็เพราะภาษาอังกฤษนั้นแย่มาก ฟังไม่ออกก็เลยต้องพึ่งซับไทย (ซึ่งคนไทยหลายคนก็ต้องจนปัญญาที่ต้องมาเช่า) เพราะเดี๋ยวนี้หนังก็สามารถหาได้จากพวกบิตทั้งหลาย แต่ต้องฟังออกด้วย จึงต้องยอมไปเช่า พอไปเช่า พนักงานก็จะหยิบแผ่นมาให้ดูว่ามันไม่เป็นรอย (มันเป็นรอยทุกแผ่นนั่นแหละ ไม่รู้จะหยิบมาให้ดูทำไม) และถ้าแผ่นเป็นรอยมาก ถ้าหัวอ่านไม่ดีจริงก็จะกระตุกหรือไม่ก็ค้างทำให้เสียอารมณ์ในการดู และผมก็เจอว่ามันค้าง ผมก็เลยมาคิดว่า เดี๋ยวนี้พวกแฟลชไดร์ฟพัฒนาขึ้นมามาก สามารถเก็บความจุได้มากขึ้น และมันอาจมาแทนที่แผ่นดีวิดีก็เป็นไปได้ อีกหน่อยร้านซึเทย่า อาจไม่ต้องมีเชลล์ไว้วางหนังอีกต่อไป อาจมีจอคอมเหมือนที่คนเล่นเกมส์จิ้มๆตามห้าง ประมาณ 10 เครื่อง จากนั้นเลือกหนังที่ชอบ และจ่ายเงิน พร้อมเสียบแฟรชไดร์ฟเข้าไปเพื่อโหลดหนัง พอกลับบ้านก็เอาเฟรชไดร์ฟเสียบเครื่องเล่นแฟรชไดร์ฟ แล้วเล่นได้ โดยไม่มีการกระตุก เพราะไม่มีรอย พอครบกำหนดวันเช่ามันก็จะ delete ตัวเองทันที
อันนี้ก็รอดูต่อไปว่ามันจะเกิดในอนาคตหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ถ้าเรารู้ว่าอะไรกำลังจะเปลี่ยนไป เราก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะปรับตัวให้ได้ อย่าไปยึดติิดในสิ่งเก่าๆเด็ดขาด
ขอบคุณที่กรุณาอ่านครับ

ไม่มีความคิดเห็น: