ads

วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2551

ธุรกิจทำเงินแบบเสือนอนกิน property

วันนี้ผมจะมาเล่าถึงธุรกิจหนึ่งซึ่งสามารถทำเงินได้อย่างง่ายดาย (แต่ในเศรษฐกิจตอนนี้ไม่แน่ใจว่าจะง่ายหรือเปล่า แต่ก็เป็นเหมือนการหว่านแหล่ะ) และผมรู้สึกว่ามันเป็นการเอาเปรียบคนอื่น หรือว่าจะเรียกว่า เสือนอนกินก็ได้ และโดยปกติแล้วเขาจะไม่เอามาเล่าให้ฟังกันถึงธุรกิจต่างๆ เพราะเป็นความลับทางธุรกิจ (ไม่สมควรบอก ทำเองดีกว่า) แต่เพราะว่ามันเป็นธุรกิจที่ดูเหมือนจะช่วยเราแต่ก็แอบเอาเปรียบหลายคน ซึ่งทำไปมันก็ไม่ดีกับตัวเราเอง ก็เอามาเล่าดีกว่า ไม่อยากหลอกคนอื่น

นั่นก็คือ ธุรกิจ property มันเป็นธุรกิจที่รับฝากขายบ้านที่ดินต่างๆ โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนขายให้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะจะได้มีคนเอามาฝากเยอะๆ แต่ก็คุ้ม เพราะ.... เดี๋ยวเล่าให้ฟัง) แต่รายได้นั้นมาจาก เมื่อได้มีการขายได้แล้วนั้น ทางธุรกิจนี้ก็จะขอส่วนแบ่ง 3% จากยอดขาย ซึ่งก็มาก เพราะส่วนใหญ่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ดินหรือบ้าน ราคาก็น่าจะอยู่ 5 แสนบ้าง 1 ล้านบ้าง ถ้าฟรุ๊คก็อาจได้ที่ดินประมาณ 10 ล้าน ลองคิดดูว่า 3% ของ 10 ล้านก็เท่ากับ 3 แสนนะ ขายได้ที่เดียวได้มากกว่าเงินเดือนทั้งปีอีก

วิธีการของบริษัทแบบนี้ก็ง่ายมาก (ถ้าใครอยากเอาไปใช้ก็ไม่ว่ากันหรอก) คือ จ้างคนเขียนเว็บขึ้นมาไม่กี่หมื่น จากนั้นก็จ้างเซลวิ่งไปดูที่หรือบ้านที่ต่างๆ จดเบอร์โทรเจ้าของมา ให้ได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 30-50 ที่ แล้วก็โทรไปหาเจ้าของ ฟอร์มว่าเราเป็นบริษัทตัวแทนขายที่ใหญ่ที่สุด (เขาไม่รู้หรอกว่าเพิ่งเปิด) และถ้าฝากขายจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แล้วก็บอกว่าเรามีเว็บไซด์เป็นของตัวเอง และได้มีการโฆษณาในหนังสือซึ่งในเมืองไทยมีแค่ 2 เล่มที่เกี่ยวกับซื้อขายบ้านและที่ดิน (หนังสือนี้ออกเดือนละครั้ง เพราะฉะนั้นค่าโฆษณาที่บริษัทเสียก็ไม่แพง เพราะเป็นแบบเหมาจ่าย เดือนละไม่กี่หมื่นเท่านั้น แต่ลงได้เต็มหน้า (ก็คือการเอาสินค้าที่คิดว่าจะขายได้ หลายๆอันมาลง เพื่อขายได้จะได้เอาค่าคอมมิชชั่น หรือเอาเงินคนอื่นมาจ่ายนั่นเอง))

พอคนเริ่มติดกับก็จะเอาที่หรือบ้านมาฝาก แล้วก็เริ่มมีการทำสัญญาซึ่งสัญญานี้จะผูกมัดคนขาย โดยมีกำหนดระยะเวลา (ถ้ากำหนดว่าภายใน 6 เดือน แสดงว่าภายใน 6 เดือนนั้นไม่สามารถที่จะให้ตัวแทนจากที่อื่นทำการขายให้ เหมือนกับว่าต้องให้บริษัทนี้แห่งเดียวเท่านั้น) พร้อมกับไปเอาป้ายของผู้ขายออก เพื่อที่จะเอาป้ายของบริษัทไปปัก ซึ่งป้ายที่ไปปักนั้นก็ไม่กี่ตังค์ ลองคิดดูว่าถ้าสมมติว่าให้เซลล์วิ่งไปหาที่ (จริงๆมีหลายวิธีในการหาที่ๆจะขาย) สมมติได้สัก 50 ที่ซึ่งน้อยมาก แล้วก็นั่งรอโทรศัพท์มา พอคนสนใจก็พาไปดูที่ สมมุติว่าเดือนนึงเกิดการขายได้ อย่างน้อย 3 ที่ได้ค่าคอมที่ละ 3 หมื่น ก็เป็น 9 หมื่นต่อเดือนก็อยู่ได้แล้วล่ะ แต่ที่มันเอาเปรียบก็เพราะว่า มันนอนอยู่บ้านรับโทรศัพท์ แล้วพอคนสนใจมันก็ออกจากบ้านไป present ขายได้ไม่ได้ มันก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะสัญญาก็จะผูกมัดไม่ให้คนที่ต้องการขาย ขายเอง หรือ ให้คนอื่นมาขาย พอหมดสัญญามันก็ไม่ได้รับผิดชอบอะไร อีกอย่างบริษัทพวกนี้ก็เปิดกันง่ายมาก แค่เปิดบริษัทและระบุวัตถุประสงค์ว่าต้องการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์เท่านั้นก็เปิดได้แล้ว มันไม่เหมือนที่เมืองนอกที่ต้องมีการสอบใบอนุญาตก่อน ซึ่งการสอบก็ไม่ได้ง่าย

ผมเลยเห็นว่ามันเป็นธุรกิจที่เอาเปรียบคนขาย เพราะคนขายเขาต้องการขาย และต้องการขายให้เร็ว ก็เลยเชื่อพวกนี้ แต่พอขายไม่ได้ ก็เสียเวลาไปหลายเดือน ก็ต้องไปโดนบริษัทอื่นหลอกต่อไปอีก แต่ก็อาจจะมีคนทักท้วงว่าบางที่ก็ขายได้ไม่ใช่หรือ ใช่บางที่ขายได้ เพราะว่ามันลงไป 500 ที่จะขายไม่ได้เลย ก็ต้องบอกว่าบ้าแล้ว และอาจเป็นที่ๆทำเลดีขายง่ายอยู่แล้วด้วย แต่ถ้าธุรกิจประเภทนี้ยังไม่ปรับปรุงตัวเอง ถึงเวลาก็อาจเหมือน MLM ที่ทุกวันนี้เขารู้แกวกันหมดแล้ว

ทิ้งท้าย ผมยกตัวอย่างที่ผมเจอกับตัวเอง เกี่ยวกับอาชีพนี้ คุณคิดว่า อาชีพหมอ กับ property อันไหนจะรวยมากกว่ากัน ผมบอกได้เลยว่า property เพราะหมอแถวบ้านผม เมื่อก่อนเปิดเป็นคลีนิค พอเมียหมอมาทำ property แล้วดี ทุกวันนี้คลีนิคนั้นกลายเป็นบริษัท property ไปแล้ว และวันนี้คุณหมอท่านนั้นก็เป็น นายกสมาคมเกี่ยวกับอสังหาไปซะแล้ว (เอาคนไปทำงานผิดประเภท เหมือน เอาหมอไปนั่งคลังหรือเปล่าน๊าา ไม่พูดการเมืองดีกว่า)

ไม่มีความคิดเห็น: